ธปท.ยันใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย หวังประคองเศรษฐกิจ คุมเงินเฟ้อ-ออกมาตราการเฉพาะจุด

  อัพเดท 2026-07-11

MoneyDLife-ผู้ว่าการธปท.ยันใช้นโยบายการเงินช่วย ประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินไทย รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มองเศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังไม่ดีเพราะยังมีคนลำบากมาก มั่นใจเงินเฟ้อปีนี้มีโอกาสต่ำกว่า 2.8%

 

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ต้องรับมือกับสงคราม และความผันผวน คงอยากให้ธปท.เข้ามาช่วย แต่ต้องทำความเข้าใจว่า หน้าที่ของนโยบายการเงิน และการคลังต่างกันชัดเจน โดยนโยบายการเงินดูแลหลักคือ ด้านเสถียรภาพ ใน 2 ด้าน คือ 1.เสถียรภาพระบบการเงิน ระบบการเงินมีความเข้มแข็ง ซึ่งไม่ใช่ว่าธนาคารพาณิชย์ต้องมีกำไรสูงสุด แต่จะต้องมีเสถีียรภาพ ธนาคารพาณิชย์ไม่มีปัญหา ระบบการชำระเงินไม่มีปัญหา และด้านที่ 2 เสถียรภาพด้านราคา หรือ ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3%  และถ้าจำเป็นจะต้องหลุดให้หลุดกรอบในด้านต่ำ เพราะการหลุดกรอบด้านสูง เงินเฟ้อที่สูงจะส่งผลต่อค่าครองชีพของคนให้สูงเกินไป แต่หลุดด้านต่ำค่าครองชีพอาจจะไม่กระทบมาก แต่อย่างไรก็ตาม อยู่ในกรอบดีที่สุด

 

 นโยบายการเงินช่วงนี้ เน้นการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนโยบายการเงินจะมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย หรือค่าเงิน ซึ่งกระทบกับคนเป็นวงกว้าง ในขณะที่นโยบายการคลัง มีหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจโต เกิดผลเร็ว แต่อยู่ระยะสั้น นโยบายการเงิน มีหน้าที่ช่วยประคับประคอง โดยการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.จะทำผ่านเครื่องมือหลักที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ผ่านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

 

ที่ผ่านมาสังคมอาจจะคาดหวังให้ธปท.ทำมากมาย แต่ ธปท.มีเครื่องมือไม่ได้มากอย่างที่คิด เหมือนในขณะนี้ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถที่จะหยุดเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในด้านราคา และด้านการผลิต หรือที่ด้านอุปทานได้ ในขณะนี้ราคาน้ำมันขึ้นไปมาก เงินเฟ้อสูง แต่การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงได้ อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อขึ้นไปสูงจริงๆ บางประเทศก็ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดในด้านความต้องการสินเชื่อ ซึ่งทำได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจก็จะชะลอลงตามด้วย

 

 การขยายตัวของเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเราคาดว่าโต 2.3% เป็นอย่างไร โต 2.3% เศรษฐกิจไม่ดีนะครับ แต่ไม่ได้แย่เท่ากับการเกิดสงครามให้ช่วงแรก ที่ห่วงว่า สินค้าจำเป็นจะขาดแคลน น้ำมันขาดแคลน ปุ๋ยขาดแคลน พลาสติกขาดแคลนไม่ใช่ ราคาสูงขึ้นอย่างเดียว  ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จีดีพีปีนี้ของไทยอาจจะต่ำมาก 1.5% แต่เศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวได้ดี หากแหล่งซื้อน้ำมัน ปุ๋ยใหม่ได้เร็ว และที่ดีที่สุด ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงเร็วกว่าที่คิดมาก ทำให้เศรษฐกิจปรับขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ใช่เข้าสู่เศรษฐกิจดี เรามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ลดลงเรื่อยๆ มีปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจทีี่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การขยายตัวของเศรษฐกิจยังเป็น K-Shape มีการจัดสรรทรัพยาการที่เหลื่อมล้ำ จะเห็นได้ว่า เอสเอ็มอียังเข้าถึงทรัพยาการได้น้อยกว่ารายใหญ่ คนจนถูกระทบจากเศรษฐกิจมากกว่าคนรวย การส่งออกกระจุกตัวในบางภาค

 

 ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินเพื่อรับมือความซบเซา และความผันผวนของเศรษฐกิจ ซึ่งเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตั้งแต่ผมเข้ามาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งลงมาเหลือ 1% และเพิ่มมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้มาจากด้านอุปทาน และในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยปรับตัวเร็ว น้ำมันลดลงเร็วกว่าคาด ทำให้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้จะต่ำลงกว่า 2.8% ที่คาดไว้ และตลอดทั้งปีนี้จะไม่เห็นเดือนไหนที่เงินเฟ้อของไทยขึ้นไปเกิน 4.5% การใช้นโยบายการเงินจึงสามารถมองข้ามเงินเฟ้อในขณะนี้ไปได้ ดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม  และเมื่อข้ามไปถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า จากฐานปีนี้ที่สูงขึ้น เราจะเห็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อวันนี้อยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง